สบส. ชูต้นแบบ Smart Clean Room ยกระดับคุณภาพอากาศในอาคาร ปลอดฝุ่น PM2.5 ลดเสี่ยงสุขภาพประชาชน

พิมพ์
ข่าวกิจกรรม
อ่าน: 30

4973753edb18c85c2702e7f986418923

     กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ยกระดับคุณภาพอากาศภายในอาคาร จัดทำห้องปลอดฝุ่น PM2.5 ต้นแบบ ด้วยระบบควบคุมอัตโนมัติ (Smart Clean Room) ใช้เทคโนโลยี IoT ตรวจวัดค่าฝุ่น PM2.5 ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) อุณหภูมิ และความชื้น แบบ Real-time พร้อมระบบแจ้งเตือนและสั่งการอัตโนมัติผ่านแอปพลิเคชัน และสามารถบันทึกข้อมูลย้อนหลังได้ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์ฝุ่น PM2.5
     นายแพทย์ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรม สบส.เผยว่า จากสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่เกิดขึ้นเป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วงเดือนมีนาคม–พฤษภาคม ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ทั้งระบบทางเดินหายใจและโรคเรื้อรัง กรม สบส. โดยศูนย์สนับสนุนบริการสุขภาพที่ 1 (ศบส.1) ได้พัฒนาแนวทางการจัดทำห้องปลอดฝุ่น PM2.5 เพื่อให้หน่วยงานและประชาชน อาทิ สถานที่ทำงาน สถานพยาบาล โรงเรียน และศูนย์เด็กเล็ก สามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างเหมาะสมกับบริบทพื้นที่ ซึ่งออกแบบให้มีระบบควบคุมคุณภาพอากาศแบบอัตโนมัติ (Smart Clean Room) ใช้เทคโนโลยี IoT (Internet of Things) เชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ เข้ากับอินเทอร์เน็ต เพื่อให้สามารถรับส่งข้อมูลและทำงานร่วมกันได้อย่างอัตโนมัติ ในการตรวจวัดค่าฝุ่น PM2.5 ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) อุณหภูมิ และความชื้น แบบ Real-time พร้อมระบบแจ้งเตือนและสั่งการอัตโนมัติเมื่อค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน เพื่อให้ประชาชนลดการสัมผัสฝุ่น PM2.5 ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคระบบทางเดินหายใจ และโรคเรื้อรัง ทั้งยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว
     “การจัดทำห้องปลอดฝุ่น PM2.5 ถือเป็นมาตรการเชิงรุกที่ช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขภาพของประชาชนจากมลพิษทางอากาศในระยะยาว ขณะเดียวกัน การนำเทคโนโลยี Smart Clean Room มาใช้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมคุณภาพอากาศได้อย่างแม่นยำและต่อเนื่อง อันนำไปสู่การสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยต่อสุขภาพของประชาชน” นายแพทย์ภูวเดช อธิบดีกรม สบส.กล่าว
     ด้านนายนฤดล อ่วมสุข ผู้อำนวยการศูนย์สนับสนุนบริการสุขภาพที่ 1 กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางการจัดทำห้องปลอดฝุ่น PM2.5 ในเบื้องต้นประกอบด้วย 1.การจัดเตรียมห้อง ต้องปิดห้องให้มิดชิด ปิดช่องลม ประตู หน้าต่าง และรอยรั่วต่าง ๆ เพื่อควบคุมการไหลของอากาศ 2.เลือกเครื่องเติมอากาศ ให้เหมาะสมกับขนาดห้อง โดยคำนวณจากปริมาตรห้อง เพื่อให้มีการเติมอากาศสะอาดเพียงพอ และ3.เลือกเครื่องฟอกอากาศ ที่มีค่าอัตราการฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ (CADR) เหมาะสม (ประมาณ 3–10 เท่าของปริมาตรห้องต่อชั่วโมง) และติดตั้งในตำแหน่งที่ช่วยให้เกิดการหมุนเวียนอากาศ โดยประโยชน์ของการเติมอากาศ ช่วยเพิ่มออกซิเจน ลดฝุ่น กลิ่น และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ พร้อมสร้างแรงดันบวกในห้อง ป้องกันฝุ่นจากภายนอก ประการสำคัญ ควรเลือกใช้ไส้กรองที่มีประสิทธิภาพ เช่น HEPA Filter
(High-Efficiency Particulate Air) ซึ่งเป็นแผ่นกรองอากาศคุณภาพสูงที่ผลิตจากเส้นใยไฟเบอร์กลาสถักทอจนแน่นหนา มีความสามารถดักจับฝุ่นละอองขนาดเล็กถึง 0.3 ไมครอน และตรวจสอบอุปกรณ์วัดคุณภาพอากาศอย่างสม่ำเสมอทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดต่อศูนย์สนับสนุนบริการสุขภาพที่ 1 กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
โทร. 0 5311 2220 *******5 พฤษภาคม 2569