
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เพื่อนแท้คนนอนดึก สายเร่งรีบ หรือแม้แต่สายประหยัด แต่ในความสะดวกที่หาซื้อได้ทุกวัน มีข้อมูลสำคัญที่เราอาจมองข้ามไป โดยเฉพาะตัวเลขความถี่ในการกิน “4 ครั้งต่อสัปดาห์” ที่กลายเป็นเส้นแบ่งสำคัญระหว่างความอร่อยและความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง เช่น โรคไต โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป กินดิบดูดน้ำย่อยจนช็อก... เรื่องจริงหรือแค่ข่าวลือ?
ก่อนจะไปดูความเสี่ยงอื่น เรามาไขข้อสงสัยยอดฮิตที่ว่า “กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบดิบ จะไปดูดน้ำย่อยจนร่างกายขาดน้ำจริงหรือไม่” คำตอบ คือ ไม่จริง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทำมาจากแป้งสาลีที่ผ่านการทำให้สุกมาแล้วก่อนจะนำไปทอดหรืออบแห้ง เมื่อเรากินดิบร่างกายจะย่อยมันเหมือนกับการกินแป้งหรือขนมปังทั่วไป ไม่ได้ไปดูดน้ำย่อยจนทำให้ช็อก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ “อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ” เพราะเส้นดิบย่อยยากกว่าเส้นที่ต้มสุกนั่นเอง
ภัยเงียบที่มากับความเค็ม โซเดียมเกือบเต็มโควตา!
สิ่งที่น่ากังวลกว่าการกินดิบ คือ “โซเดียม” ที่แฝงอยู่ในซองเครื่องปรุง ใน 1 วัน เราไม่ควรรับโซเดียมเกิน 2,000 มิลลิกรัม แต่บะหมี่กึ่งฯ เพียง 1 ซอง อาจมีโซเดียมสูงถึง 1,500 - 1,800 มิลลิกรัม หรือประมาณ 50-80% ของที่ร่างกายต้องการทั้งวัน ซึ่งหากคุณมีพฤติกรรมกินบ่อยเกิน 4 ครั้งต่อสัปดาห์ ร่างกายจะสะสมโซเดียม ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง เกิดความเสี่ยงโรคไต โรคหัวใจ ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น โรคหลอดเลือดสมองต้นเหตุของอัมพฤกษ์ อัมพาต และโรคเบาหวานได้
ใครบ้างที่ต้อง “ยกการ์ดสูง” เป็นพิเศษ?
ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ หากคุณกินบะหมี่กึ่งฯ บ่อย ร่วมกับปัจจัยเหล่านี้
- สายเนือยนิ่ง นั่งทำงานนาน ๆ ไม่ค่อยออกกำลังกาย
- สายเส้น ไม่เน้นผักผลไม้ ทำให้ร่างกายได้รับกากใยอาหารน้อย
- สายกรรมพันธุ์ มีคนในครอบครัวเป็นเบาหวานหรือโรคหัวใจ
3 สูตร (ไม่) ลับ “กินเส้นให้เป็นสุข”
เราไม่ได้บอกให้คุณเลิกกิน แต่เราชวนให้คุณ “กินให้เป็น"”ด้วยเทคนิคง่ายๆ ดังนี้
- อัปเกรดสารอาหาร ลองใส่ไข่ อกไก่ หรือผักต่างๆ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วน
- ยั้งมือเวลาปรุง เทเครื่องปรุงครึ่งซอง โซเดียมลดลง และไม่ต้องใส่เครื่องปรุงอื่น ๆ เพิ่ม
- กินเนื้อเหลือน้ำ ไม่ต้องกินน้ำจนหมดชาม เพราะน้ำซุปคือแหล่งรวมโซเดียม
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เป็นเมนูที่อร่อยได้ในเวลาอันรวดเร็ว แถมยังเป็นเมนูที่ใครก็ทำได้ แต่อย่าลืมกินให้พอดี จำกัดไม่ให้เกิน 4 ครั้งต่อสัปดาห์ และไม่ควรเกินวันละ 2 ซอง ร่วมกับการออกกำลังกายสม่ำเสมอ จะช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานดีขึ้น เพื่อให้ความสุขในการกินของคุณ ไม่กลายเป็นความเสี่ยงในอนาคต
แหล่งข้อมูล : สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา/กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข